OCN

 

 

 

 

 

 


เอาหล่ะมาถึงตอนจะอธิบายความรั่วอีกครั้ง
magic spark คืออะไร มันไม่ใช่เวทย์สายฟ้าที่ใช้ทำให้คนอื่นชาอะไรหรอกแต่มันเป็นความผิดพลาด การมีชีวิตมี2แบบคืออยู่ด้วยจิตและกาย(ต่อให้เวทย์ถูกทำลายหมดก็ไม่ตาย หากร่างกายยังอยู่ก็จะฟื้นพลังเวทย์ขึ้นมาใหม่ได้) กับอยู่ด้วยจิตและเวทย์(ต่อให้กายสลายเท่าใดก็ไม่ตาย มีเวทย์สร้างคืนได้เรื่อยๆส่วนหนึ่ง แล้วร่างกายก็ฟื้นเวทย์กลับมาอีกที ข้าน้อยก็เป็นพวกนี้แหละ เผ่าเมจิค)

 

สำหรับจอมเวทย์ฝึกหัดส่วนใหญ่ทุกคนคงจะเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาบ้างแล้ว เวลาที่ใช้เวทย์แล้วต้องมาหยุดกระทันหันเนี่ย ยิ่งหยุดเร็วแล้วเวทย์รุนแรงเท่าไหร่ โอกาศเกิดการสปาคก็เกิดง่ายและรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น มันจะเกิดขึ้นเมื่อมีการร่ายเวทย์ทั้งเวทย์ร่ายเร็ว(ไม่ต้องร่าย)และเวทย์ ร่ายช้า แล้วต้องมาหยุดกระทันหัน หรือร่ายไปแล้วต้องการให้มันไม่เป็นผลกระทันหันก็ต้องดึงเวทย์เหล่านั้นกลับ มา

ส่วนใหญ่จะเกิดกับเวทย์ร่ายเร็วมากกว่าแต่หากเวทย์ร่ายช้าเกิดสปาคจะรุนแรงกว่ามาก
ทำให้เกิดการสวนทางกันระหว่างเวทย์ที่กำลังพุ่งออกไปกับเวทย์ที่กำลังสวน กลับเข้ามา(ที่สวนกลับมาเพื่อให้ผลของเวทย์ลดลงจนถึง0คือไม่มีผล) เหมือนๆกับรถที่วิ่งเร็วๆแล้วพยายามหยุดกระทันหัน แต่การปะทะเกิดพลังงานเหมือนๆกับสายฟ้าฟาด

เมื่อมันปะทะกันทำให้คนใช้เวทย์ไม่ว่าจะเวทย์ใดก็ตามจะเกิดอาการเหมือนถูก ไฟฟ้าดูดตรงแขน ตั้งแต่เหมือนถูกไฟฟ้าสถิตยันถูกชอตที่แขนและจะเริ่มรามไปถึงร่างกาย ยิ่งรุนแรงอาจเห็นรอยไหม้ตามร่างกาย หรือผู้ใช้อาจทรมาร สลบหรือตายได้เหมือนกับถูกไฟฟ้าดูด ร้อน หรือเย็น ตามชนิดของเวยท์ที่ยิงออกไป ยิ่งพวกที่เกิดมามีชีวิตอยู่ด้วยเวทย์มนตร์อาการนี้ยิ่งอันตรายเพราะพอเกิด การสปาร์คขึ้นจะสูญเสียพลังเวทย์ไปมากเพราะมันจะรั่วออกมายิ่งหนาแน่นจะยิ่ง รุนแรง แต่ถ้าเป็นพวกที่เกิดมาแล้วเพิ่งฝึกเวทย์แรกๆ มีพลังเวทย์อ่อนจะไม่อันตราย เพราะเหมือนกับถังแก๊สที่ไม่ค่อยมีแก๊สข้างในกับถังแก๊สที่เต็มไปด้วยแก๊ส มากมาย

หลังจากเกิดการสปาร์คเวทย์ที่สปาร์คอยู่ที่ๆแขนนั้นจะสถิตอยู่ซักพัก จะมีอาการชาเล็กน้อยถึงมาก(ถ้าเวทย์จิตจะปวดหัวหนัก) หากใช้เวทย์ในช่วงที่ยังสถิตอยู่จะทำให้เกิดการสปาร์คมากขึ้น ไม่ควรใช้เวทย์อย่างยิ่ง หากดื้อดึงใช้จะทำให้อาการแย่ลงเรื่อยๆถึงตายได้ แต่จะหายไปตามกาลเวลาหรือได้จากการอัดฉีดเวทย์ของผู้อื่นจนสมดุลเอง
และวิธีป้องกันการสปาคของเวทย์เบื้องต้นก็คือการใช้อุปกรณ์กันเอาไว้อย่าง คทา พัด และไม้เท้า เพระาหากเกิดการสปาคมันจะไปเกิดที่ไม้และจะพังแทนแขนหรือนิ้วของจอมเวทย์ แล้วไม่กระทบถึงร่างกายเพราะเมื่อเกิดการสปาคจะหลุดมือออกมาก่อนแล้วมันก็ สปาคในไม้เท้าแทน นอกจากนั้นยังเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยรวบรวมเวทย์ไว้ที่เดียวกันทำให้รุนแรงขึ้น อีกด้วย

อาการสปาคจะเกิดขึ้นกับเวทย์ประเภทโจมตีเท่านั้น พวกเวทย์ที่ใช้จิตอาจจะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่สปาร์ค เวทย์รักษาอาจจะไม่ค้นพบ

 

 

 

ก็นะ พอนั่งฟังๆแล้วก็ไม่เคยคิดอยากจะไปร่วมอะไรกับใครเลย แต่ว่า รู้สึกยังไงๆก็ไม่รู้สิ เลยอยากจะระบายออกมาเป็นฟิคชั่นนิดนึง ถึงมันจะผ่านไปแล้ว แต่ก็กลับไปคิดมากซะอย่างนั้น ขอระบายเลยละกัน แต่งให้สนุกๆ แฝงความนัยย์เอาไว้  แล้วก็ อาจจะเก็บไว้เป็นตอนส่วนหนึ่งของโปรเจคOCNด้วย หุหุ

มี2ภาค  เป็นช่วงเวลาเดียวกัน แค่คนละมุม(แต่ละคนนั้นมาจากต่างเมืองทั้งนั้น) ค่้อยๆแต่งอ่ะ มีฟากความหวังของพี่น้อง กับฟากความหวังของพนักงานขายตรง(ไม่รู้จะแต่งออกไหมนะ พอถูไถละน้า แค่้ฟิคยังแต่งไม่เก่งเลย)

 

เรื่องนี้จะไม่อิงความเป็นจริงน้อ นั้นถ้าแต่งแล้วเข้าใครผิดถูกก็ขออภัย (หุหุ) 

 

     ชายหนุ่มวัยรุ่นผู้ใส่ชุดนักขนส่งสีน้ำเงิน2คนกำลังเดินทางอยู่ตามทางเดินปูอิฐสีแดงกำลังเข้าสู่เมืองๆหนึ่ง เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง บรรยากาศค่อนข้างงดงามเอาการ แต่เต็มไปด้วยผู้คนซึ่งเกาะเป็นกลุ่มก้อนบ้าง บางคนก็หลบในบ้านบ้าง เมืองๆนี้เป็นเมืองที่เริ่มเปลี่ยนระบบต่างๆภายในมาไม่นาน ผู้คนจึงเกิดการแบ่งแยกอย่างเห็นได้ชัด แต่ในสายตาของชายหนุ่มทั้ง2นั้นไม่ได้ทำให้เขาเข้าใจเหตุผลของการแยกตัวออกเป็นกลุ่มก้อนอย่างลึกซึ้งเลยแม้แต่น้อย พวกเขาค่อยๆย่างกรายเข้ามาในเมืองพร้อมกับพัศดุในมืออย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว  

 

"พี่กรีนฮะ ทำไมเราต้องใส่ชุดทำงานสีน้ำเงินทั้งๆที่ ที่นี่ไม่ได้หนาวด้วยหละฮะ " เสียงอ่อนๆของนักขนส่งรุ่นน้องผมสีฟ้าอ่อนดวงตาสีน้ำตาลเข้มเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย

"เข้าไปก็จะเข้าใจเองแหละ บลู"พี่ชายหัวเขียวแก่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มพูดขณะที่เดินต่อไปโดยไม่สนใจที่จะหันมาคุย

 

*ชุดOCNสีน้ำเงินมีความหนากว่าชุดปกติใช้ในงานสำหรับสถานที่หนาวเย็น*

 ผู้คนก็มายมายเสียขนาดนั้นบรรยากาศก็ดูร้อนระอุ ไม่ตรงกับที่ได้ใส่เสื้อเอาเสียเลย พี่ชายพาน้องชายตามไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งต้องเดินผ่านกลุ่มผู้คนขนาดใหญ่พอประมาณที่ใส่ชุดสีเหลืองสีเดียวกันหมด พวกเขามองพนักงานขนส่งทั้ง2อย่างไม่ไว้ใจ ทุกสายตาจดจ้องอยู่ห่างๆ จนกระทั่งพนักงานผู้พี่ได้ลากน้องชายถ่อมาถึงวงในของกลุ่มคนนั้นภายในสุดนั้นไม่ได้อึดอัดเบียดเสียดกันเหมือนกับตอนที่ถูกลูกพี่ผมเขียวลากเข้ามา มีบ้านพักขนาดเล็กดูเหมือนห้องเดียวแบบห้องเดียวจริงๆคล้ายๆกับห้องออกแบบสถาปนิกในรถไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ใต้ทางเดินของรถไฟฟ้าแป๊ะ มันทำมาจากคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่เจาะรูติดแอร์ติดไฟตั้งโต๊ะ แล้วก็ใช้ทำงานได้เลย  ภายในนั้นมีคนอยู่2-3คนข้างในโบกมือเรียกอย่างต้อนรับคนเหล่านั้นเองก็ใส่ชุดสีเหลืองเหมือนกับเหล่ากลุ่มคนที่ได้เดินผ่านกันมาเมื่อกี้ฝ่ายพี่ก็จูงน้องไปทักทายกันทันที 

"ว่าไงหละพัสดุหละ" ชายคนหนึ่งออกท้วมๆทักทาย พนักงานขนส่งผมสีเขียวแต่งชุดหนาสีฟ้ายื่นพัศดุชิ้นแรกให้กับเขาทันทีโดยไม่รีรอ ปล่อยให้น้องชายผมสีฟ้าอ่อนของเขายืนมองวิธีทำงานของเขาอยู่ข้างๆ

"เซ็นต์รับด้วยนะครับ  " เขาพูดโดยไม่ลังเล แล้วทำท่าจะเดินจากไปเสียก่อน ทำให้ชายผู้นั้นรีบเซนต์ใบรับของนั้น ดูท่าทางเขามีอะไรอยากจะคุยมากนัก แต่พนักงานรุ่นพี่ดูจะไม่อยากตอบรับการติดต่อซักเท่าไหร่นัก 

"นี่จะไม่คุยกันหน่อยหรือ? คุณว่าพวกมันเลวจริงๆคุณว่าไหม "ชายคนนั้นพูดระหว่างเซนต์อย่างช้าๆเพื่อให้ได้โอกาศคุยบ้าง เด็กน้อยผมสีฟ้าที่ยืนอยู่ข้างๆก็นั่งคิดอย่างงงงวย แต่ไม่ทันจะถามพี่ชายผู้เย็นชาก็พูดตัดไปก่อน

 "ขอโทษครับ ผมเพิ่งเข้ามาไม่มีทางตัดสินใจได้ทันทีหรอกครับ.... ขอบคุณที่ใช้บริการ "กรีน ชื่อของชายผมสีเขียวแก่อันเป็นพนักงานขนส่งที่ใส่ชุดสีน้ำเงินหนาเข้ามาในเมืองร้อน เขาได้กล่้่าววาจาจบการบริการเป็นที่เรียบร้อยพร้อมรับใบรับพัสดุที่เขาเพิ่งเซนต์เสร็จอย่างรวดเร็วเขาโค้งคำนับ แล้วกลับหลังเดินออกไป ทางน้องชายของเขาซึ่งดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขาในตอนนั้นกำลังนิ่งเฉยจากความสงสัย ไม่นานก็รู้สึกตัวแล้วรีบโค้งคำนับลาตามพี่ชายไป เดินฝ่าดงคนเสื้อสีเหลืองจ๊าดนั้นออกไป โดยได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกมาตลอดทาง โดยน้องชายไม่สามารถจับใจความเ้หล่านั้นได้ เนื่องจากพร้อมด้วยคำหยาบ ดูไม่เข้าหูเท่าไรนัก

 "พี่กรีน ที่นี่มันอะไร ใครเลวหรือฮะ "น้องชายสุดอินโนเซนต์ซิทีฟ กล่าวถามผู้เป็นพี่พร้อมกับพัสดุในมือ ซึ่งบ่งบอกถึงงานที่สองในกำมือกำลังทำต่อไป  

"เรื่องของที่นี่มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราจะจดจำมันไปทำไม อย่าไปเข้าใจมันมากเลย"ฝ่ายพี่ชายพูดกดดันน้องขี้สงสัยจนเพิ่มความสงสัยทวีคูณเข้าไปอีก ช่างเป็นพี่ชายที่ไม่เก่งเรื่องโน้มน้าวเอาซะเลย  ดวงตาสีน้ำตาลเริ่มประกายวาวด้วยความสงสัยในเงื่อนงำ

 ทั้ง2เดินมาพักที่ทางหนึ่งซึ่งเป็นที่ราบสูงอยู่สูงขึ้นไปจนเห็นทัศนะครบถ้วนทั้งเมือง ทั้งคู่มองเห็นหย่อมมนุษย์ที่เป็นสีเหลืองซึ่งได้เดินทางผ่านมา เป็นหย่อมเล็กๆ เล็กลงเรื่อยๆเนื่องจากเดินห่างออกมาอยู่ที่สูงขึ้น สูงขึ้น และสูงขึ้น จนถึงจุดหนึ่งของอีกฟาก ทั้งสองมองลงไปอีกด้านหนึ่งของเมืองแห่งนี้ ก็พบกับหย่อมสีแดงซึ่งดูใหญ่โตกว่าหย่อมก่อน เพียงแต่คนละสีและขนาด เหมือนกับจะจัดกีฬาสีในไม่ช้าอะไรทำนองนั้นยังมีหย่อมเล็กๆ ทั้งสีเขียว สีขาว และสีดำซึ่งเทียบไม่ติดกับหย่อมสีแดงและเหลืองซึ่งอยู่กันคนละฟากฝั่ง

 "นั่นไงปลายทางของงานสุดท้ายในวันนี้"ดวงตาทั้ง2จ้องมองไปที่กลุ่มมนุษย์ชุดสีขาวที่กำลังพักรับประทานอาหารกันอย่างเอร็จอร่อยเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างใกล้กลุ่มคนชุดสีแดง แต่ก็ไม่ได้พบหน้ากันด้วยตึกที่ขวางกันอยู่เพียง2-3แถว 

"งานนี้ให้บลูนะ " พี่ชายผลักเจ้าหนูหัดทำให้เดินเข้าไปในกลุ่มคนเล็กๆเหล่านั้นพวกเขามองอย่างอบอุ่น ต้อนรับและสุภาพให้บรรยากาศกลุ่มคนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนพนักงานชุดสีน้ำเงินรุ่นน้องเดินตรงเข้าไปอย่างมั่วๆจนพบกับใครซักคนที่ทักทายบลูจากด้านหลัง

 "อ้าว มาส่งพัสดุใช่ไหม " ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งแต่งชุดขาวทักทาย ชายผมฟ้า่อ่อนก็ได้แต่พยักหน้า เธอจึงหยิบกล่องนั้นมาแล้วเซนต์คืนไปให้โดยไม่ต้องบอกกล่าวเป็นอันรู้งาน รู้ซะยิ่งกว่าคนมาส่งเสียอีก บลูเห็นเธอค่อยๆเซนต์ช้าๆ พร้อมกับความสงสัยที่อัดอั้นในหัวสมองของเขาตั้งแต่เมื่อก่อนนี้แล้วทำให้เขาเผลอถามออกมาว่า

"พี่ฮะ แล้วที่นี่เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ" เมื่อบลูถามทำให้ผู้คนรอบข้างมองเหมือนกับบลูเป็นพวกไม่ติดตามข่าว ก็มันจริงอยู่เพราะเขามาจากต่างเมืองนี่นา

 "ก็....นะ ผู้คนต่างมีความคิดที่แตกต่างทำให้เกิดเป็นกลุ่มๆแบบนี้ไงละจ๊ะ แต่ว่าพวกเราหนะ ตั้งขึ้นมาเพื่อรนรงค์ให้กลับบ้าน และคุยกันอย่างสันติยังไงหละ" เธอคนนั้นได้กล่าวบทเริ่มต้นที่น่าสนใจขึ้นสำหรับคนขี้สงสัยหนึ่งประโยค

 

"เอ๋ ก็หมายความว่ามันไม่สันติอย่างนั้นหรือฮะ " บลูถามพร้อมรับใบรับพัสดุนั้น

 

"ไม่หรอก ก็พอมีกระทบกันบ้างละนะ   คือว่าพวกเราทุกฝ่ายไม่มีใครอยากให้เกิดความรุนแรงขึ้นหรอก แต่เพระาคนเยอะมาก ยิ่งคุยกันก็ยิ่งใช้อารมย์ ฟังกันไม่ค่้อยรู้เรื่อง เพราะอย่างนั้นถึงอยากให้คุยกันอย่างสันติโดยไม่มาก่อกลุ่มกันมากมายขนาดนี้ยังไงหละ"เธอเริ่มสาธยายแต่ทว่าพี่ชายก็เดินเข้ามาลากตัวบลูไปเสียก่อนพร้อมคำกล่าวลาเหมือนครั้งก่อนๆ 

"ขอโทษสำหรับน้องชายฮะ ขอบคุณที่ใช้บริการ"  พี่ชายเริ่มออกน้ำเสียงแห่งความหงุดหงิดขึ้นมาบ้างในตอนนั้นสร้างความผิดหวังให้กับน้องเป็นอย่างมาก ดวงตาสีน้ำตาลเข้มทั้ง2คู่กำลังจ้องมองกันอย่างคั่งเคืองในตอนที่เดินออกไป  ไม่นานนักบลูก็เริ่มถึงขีดสุดเหมือนกันหลังจากที่เขาคิดได้ซํกพัก เดินทางมาถึงสถานที่สูงสุดในเมืองแห่งเดิม บรรยากาศโทนม่วงอมน้ำเงิน แสงแดดแสดส่องรำไรใกล้จะหมดไป ทันทีนั้นเขาก็ปัดมือที่จับของพี่ชายออกแล้วถามอย่างสงสัย

"พี่ฮะ ทำไมเรื่องพวกนี้เราถึงไม่ควรไปยุ่งด้วยหละ" บลูถามด้วยน้ำเสียงหนักกว่าปกติ เนื่องด้วยอารมย์

" ก็อย่างที่บอกไงว่ามันเป็นเรื่องที่เราไม่เกี่ยวข้องแม้แต่น้อย"เขาย้ำคำเดิม

"แต่ผมมีสิทธิ์ที่จะรู้นะ   พวกเขาทะเลาะกันเพราะไม่ได้คุยกันใช่ไหม ผมอยากช่วยให้พวกเขาได้สื่อสารกันทั่วถึงบ้าง เราเป็นพนักงานที่ขนส่งข้อความและพัสดุไม่ใ่ช่หรือ ทำไมเราไม่เข้าไปช่วย นำข้อความเหล่านั้นให้อีกฝั่งได้รับรู้ แล้วก็สับเปลี่ยนกันพูดคุย พวกเขาจะได้เข้าใจกันไง " เจ้าเด็กผมสีฟ้ากล่าวเป็นขึ้นเป็นตอนที่ได้คิดมาเมื่อตอนก่อนนั้นหลังจากได้ฟังเรื่องพวกนั้น ฝ่ายชายผมสีเขียวแก่เองเมื่อได้ฟังดังนั้นก็หยุดชะงักพักหนึ่งเพื่อพิจารณา

"เออ ก็ได้  ได้แค่ รับรู้เรื่องราวเท่านั้นนะ  ถ้าจะทำอย่างที่ว่านั่นพี่ไม่ให้เด็ดขาด " กรีนยังคงกำชับเสียงแข็ง ส่วนเหตุผลนั้นพี่ชายไม่เคยให้เลย  แม้พี่ชายจะเตือนออกไปด้วยวาจาอย่างนั้น แต่ที่จริงแล้วก็แฝงไปด้วยความเป็นห่วง บลูเองก็รู้ตัวดี ว่าพี่ชายนั้นคิดเช่นไร


ตอนที่2